ประวัติ ฟุตบอลโลกครั้งที่ 12 ในปี 1982 ที่ประเทศสเปน

ฟุตบอลโลก 1982

ฟุตบอลโลก 1982 เป็นการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 12 ที่ประเทศสเปนที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน ถึง 11 กรกฎาคม ค.ศ. 1982 สเปนได้รับการคัดเลือกให้เป็นประเทศเจ้าภาพจากฟีฟ่าเมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1966 ผู้ชนะการแข่งขันคือประเทศอิตาลี หลังจากชนะให้กับทีมเยอรมนีตะวันตก 3-1 ในนัดตัดสิน ถือเป็นสถิติเทียบเท่าบราซิลที่อิตาลีชนะฟุตบอลโลก 3 ครั้ง การแข่งขันครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกที่เพิ่มมากขึ้นจาก 16 เป็น 24 ทีมเป็นครั้งแรก จากปี 1978

 

ก่อนทัวร์นาเมนต์ที่บราซิลจะเริ่มต้น เรามาย้อนอดีตเวิลด์คัพที่ผ่านมากัน และนี่คือรอบสุดท้ายของเวิลด์คัพ 1982 ที่สเปน   นี่คือช่วงเวลาแห่งการกลับมาอันยิ่งใหญ่ของเปาโล รอสซี ฮีโร่ของอิตาลีในการจารึกชื่อของตัวเองอีกครั้งบนเวทีระดับโลก  จากข้อหาพัวพันการ ‘ล้มบอล’ อันหนักหน่วง รอสซีถูกแบนยาวไม่ให้ลงเล่นฟุตบอลกว่า 2 ปี (จากโทษเดิม 3 ปีและสโมสรได้อุทธรณ์แล้ว) แต่ในช่วงเวลาที่พ้นโทษ เขากลับมาสร้างความยิ่งใหญ่เหมือนเครื่องจักรสังหารอีกครั้ง

ฟุตบอลโลก 1982

ยิงประตูเป็นว่าเล่นกว่า 6 ประตูในทัวร์นาเมนต์ ได้รับการโหวตให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมและแน่นอน ได้แชมป์โลกกับอิตาลี  ฟุตบอลโลกปี 82 ที่สเปนมีชาติที่เข้ารอบสุดท้ายในการลงชิงชัย 24 ประเทศ และสิ่งที่น่ายินดีคือการเพิ่มโควต้าให้มีตัวแทนจากเอเชียและแอฟริกาเข้าร่วมด้วย ท่ามกลางสังเวียนระดับตำนานของเรอัล มาดริดอย่าง เบร์นาบิว และคัมป์นูของบาร์เซโลนา ในปีนั้น มี 5 ทีมที่เพิ่งเข้ามาร่วมลุยฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก – อัลจีเรีย, แคเมอรูน, ฮอนดูรัส, คูเวตและนิวซีแลนด์ ขณะที่ฮอลแลนด์กลับพลาดในรอบคัดเลือกเมื่อพวกเขาพ่ายให้กับฝรั่งเศส

ฟุตบอลโลก 1982  การแข่งขันที่ประสบปัญหามากที่สุด

จะบอกว่านี่คือการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ที่เจ้าภาพจัดการแข่งขัน ประสบปัญหามากที่สุดครั้งหนึ่งก็คงไม่ผิดนัก เพราะถึงแม้ สเปน จะรู้ว่าตัวเอง ได้เป็นเจ้าภาพก่อนการแข่งขันจริงตั้ง 18 ปีเต็ม แถมยังส่งตัวแทนไปดูงานการจัดฟุตบอลโลกตั้งแต่ปี 1966-1978 ก็จริงแต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จในการจัดการแข่งขันครั้งนี้สักเท่าไหร่เลย

ปัญหาใหญ่ที่เจ้าภาพต้องประสบในการแข่งขันครั้งนี้คือเรื่องสนาม เพราะเนื่องด้วยทีมที่เข้าแข่งขันมีเพิ่มมากขึ้นจาก 16 เป็น 24 ทีมเป็นครั้งแรก ทำให้ สเปน ต้องเร่งสร้างสนามแข่ง และปรับปรุงสนามที่มีอยู่ยกใหญ่ ขณะที่ก็ยังมีบางแห่งที่ต้องได้รับการบูรณะด่วนในช่วงที่การแข่งขันเริ่มไปแล้วอีกต่างหาก ซึ่งความยุ่งยากทั้งหมด ต้นตอที่แท้จริง มาจากเรื่องการเมืองเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลุ่มแบ่งแยกดินแดนแคว้นบาสก์ที่ออกมาขู่ว่าจะสร้างความเสื่อมเสียใหญ่หลวงให้สเปนต่อชาวโลก หรือความขัดแย้งเรื่องหมู่เกาะฟอล์คแลนด์ระหว่าง อังกฤษ และ อาร์เจนตินา

แม้ ฟีฟ่า จะอ้างว่า เหตุผลที่เพิ่มทีมที่เข้ารอบสุดท้าย เป็นเพราะต้องการเปิดโอกาสให้ทุกประเทศทั่วโลกมีส่วนร่วมกับเวิลด์ คัพมากขึ้น แต่ทุกคนรู้ดีเหตุผลที่แท้จริงนั้นเป็นเพราะ โจอัว ฮาเวล้านจ์ ประธานฟีฟ่าตอนนั้น ต้องการตอบแทนบรรดาประเทศที่สนับสนุนตัวเองให้ได้นั่งเก้าอี้ บิ๊กบอสฟีฟ่าต่อไปมากกว่า โดยทั้ง 24 ทีมถูกแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม ในรอบแรก และจะคัดเอาทีมอันดับ 1 และ 2 ของกลุ่มเข้าไปเล่นในรอบ 2 ต่อไป

ฟุตบอลโลก 1982

ฟุตบอลโลก 1982  กับทีมน้องใหม่

ฟุตบอลโลกครั้งนี้ ได้ต้อนรับน้องใหม่ที่เข้าร่วมการแข่งขันเป็นครั้งแรก 5 ทีม คือ แอลจีเรีย, แคเมอรูน, ฮอนดูรัส, คูเวต และ นิวซีแลนด์ โดยยังไม่เห็นหน้าค่าตาของ สหรัฐอเมริกา พี่เบิ้มในทุกวงการของโลกแต่อย่างใด ซึ่ง 6 ทีม ที่ได้รับเลือกให้เป็นทีมวางในรอบแรกก็คือ สเปน, เยอรมันตะวันตก, อิตาลี, อังกฤษ, อาร์เจนตินา และ บราซิล ที่มาในฐานะทีมเต็ง 1 เช่นเคย ภายใต้การนำของ “เปเล่ขาว” ซิโก้ ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม 6 ร่วมกลุ่มกับ สหภาพโซเวียต, สกอตแลนด์ และนิวซีแลนด์

 

ด้าน อาร์เจนตินา แชมป์เก่าเมื่อ 4 ปีที่แล้ว หวังลึกๆ ว่า พวกเขาจะเป็นทีมที่ 2 ของโลก ที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกนอกทวีปสำเร็จ ต่อจากบราซิล เนื่องจากยังมี 4 ผู้เล่นตัวหลักจากชุดแชมป์อยู่ในทีมครบถ้วน นำโดย มาริโอ เคมเปส และ ดาเนี่ยล พาสซาเรลล่า นอกจากนั้นยังมีดาวรุ่งพุ่งแรงดวงใหม่ของวงการที่ชื่อ “ดีเอโก้ มาราโดน่า” โผล่เป็นหนึ่งในทีมด้วย โดยนักเตะฟ้า-ขาว ได้อยู่ในสาย 3 ร่วมกับ เบลเยียม, ฮังการี และ เอล ซัลวาดอร์

 

มหกรรมฟุตบอลโลกครั้งที่ 12

13 มิถุนายน 1982 มหกรรมฟุตบอลโลกครั้งที่ 12 ก็ได้ฤกษ์ระเบิดขึ้นที่สนามคัมป์ นู ของสโมสร บาร์เซโลน่า โดยในวันเปิดสนามกษัตริย์ ฆวน คาร์ลอส แห่งสเปน ให้เกียรติสูงสุด เสด็จมาเป็นประธานในพิธีด้วย ซึ่งในวันนั้นพระองค์ทรงให้เกียรติปล่อยลูกโป่งนับพันลูกเหนือสนามเป็นการเปิดการแข่งขัน “เวิลด์ คัพ 1982” อย่างเป็นทางการ และเพียงแค่เกมนัดแรกของทัวร์นาเมนต์ ก็เกิดการพลิกล็อกขึ้นเสียแล้ว เมื่อ อาร์เจนตินา แชมป์เก่า พลาดท่าปราชัยต่อ เบลเยียม 0-1

อย่างไม่มีใครคาดคิด จากการยิงของ เออร์วิน แวนเดนเบิร์ก ซึ่งถือเป็นประตูแรกในเกมฟุตบอลโลก นัดเปิดสนาม ตั้งแต่ปี 1962 และเป็นการลงเล่นบอลโลกรอบสุดท้ายของผู้ชายชื่อ มาราโดน่า     ส่วนการแข่งขันของอีก 2 ทีมร่วมกลุ่ม ระหว่าง ฮังการี กับ เอล ซัลวาดอร์ ในอีก 2 วันต่อมา ปรากฏว่าทีม “แม็กยาร์” โชว์ฟอร์มสะท้านโลก ไล่อัดทีมหมูน้อยกระจุยถึง 10-1 แต่กุนซือก็ยังไม่พอใจในผลงานที่ปล่อยให้ เอล ซัลวาดอร์ ยิงประตูตีไข่แตกได้ และ ฮังการี ก็ต้องเจอฝันร้ายเข้าเองบ้างในเกมที่ 2 เมื่อเจอฤทธิ์เดชของ “เสือเตี้ย” พาทีม ฟ้าขาว ถล่มไป 4-1

 

ขณะที่ เอล ซัลวาดอร์ ฟอร์มดีขึ้นผิดหูผิดตา แพ้ต่อ เบลเยียมแค่ 0-1 ทำให้ในกลุ่มนี้ เบลเยียม กับ อาร์เจนตินา ได้ผ่านเข้ารอบ 2 อย่างไม่มีปัญหา หลังนัดสุดท้าย ฮังการี ไม่สามารถเอาชนะ เบลเยียม ได้ เสมอกันไป 1-1 ขณะที่ แชมป์เก่า ถล่ม เอล ซัลวาดอร์ นิ่มนวล 2-0 โดย เบลเยียม เป็นทีมอันดับ 1 ของกลุ่ม   สำหรับการแข่งขันของกลุ่ม 1 ที่ประกอบไปด้วย อิตาลี, โปแลนด์, แคเมอรูน และ เปรู เป็นไปอย่างจืดสนิท เมื่อทุกทีมลงเล่น 2 นัดแรก ด้วยการเสมอกันทั้งหมด

โดยมีการยิงประตูได้เพียง 2 ลูก คือเกมที่ อิตาลี เสมอ เปรู 1-1 ในนัดที่ 2 ของทั้งคู่ โดยสิ่งที่พอจะเรียกสีสันได้มากหน่อยจากกลุ่มนี้ก็คือเกมสุดท้ายของ โปแลนด์ กับ เปรู ที่ปรากฏว่า ซบิ๊กนิว โบเนี้ยก นำ โปแลนด์ ถล่ม เปรู ยับ 5-1 พร้อมได้ผ่านเข้ารอบ 2 แน่นอน ปล่อยให้ อิตาลี ไปลุ้นกับ แคเมอรูน ในนัดสุดท้าย ซึ่งผลปรากฏว่า เสมอกันอีก 1-1 แต่ ลูกทีม เอ็นโซ แบร์ช็อต คือทีมที่จะได้เข้ารอบ เพราะยิงประตูได้ มากกว่า ปล่อยทีมหมอผีกลับบ้านแบบมึนงงเพราะไม่แพ้เลยสักเกมเดียว แต่ตกรอบ

 

ขณะที่กลุ่ม 1 สุดจืด แต่กลุ่ม 2 อาจจะเป็นกลุ่มที่มันส์ที่สุด เมื่อมีทีมชั้นยอดอยู่ในกลุ่มถึง 3 ทีม คือ เยอรมันตะวันตก, แอลจีเรีย และ ออสเตรีย ส่วนอีกทีมคือ ชิลี โดยการแข่งขันนัดแรก แอลจีเรีย สามารถหักปากกาเซียน ที่ให้อัตราต่อรองการคว้าแชมป์โลกของพวกเขาถึง 1,000-1 เฉือนเอาชนะ อินทรีเหล็ก 2-1 จากประตูชัยของ ลัคดาห์ เบลลูมี่ ในนาทีที่ 69 ขณะที่ ออสเตรีย ก็เฉือน ชิลี 1-0 แต่ในนัดที่ 2 ที่ผู้ชนะจากนัดแรกต้องมาเจอกันเอง ปรากฏว่า ออสเตรีย เฉือนชนะได้อีก 2-0

ทำให้ได้ผ่านเข้ารอบ 2 แน่นอน ส่วน เยอรมัน ก็คืนฟอร์มถล่ม ชิลี ไม่ไว้หน้า 4-1 เก็บ 2 แต้มอันมีค่าไปลุ้นกับ แอลจีเรีย ในเกมสุดท้าย ซึ่งปรากฏว่า เยอรมัน เฉือน ออสเตรีย 1-0 ขณะที่ แอลจีเรีย ชนะ ชิลี สุดมันส์ 3-2 ทำให้ทั้ง 3 ทีม มี 4 คะแนนเท่ากันหมด แต่ เยอรมัน และ ออสเตรีย คือทีมที่ได้ผ่านเข้ารอบ 2 ในอันดับ 1 และ 2 ตามลำดับ เพราะประตูได้เสียดีกว่า ปล่อยให้ แอลจีเรีย กลับบ้านอย่างชอกช้ำ

 

ด้าน “สิงโตคำราม” อังกฤษ เริ่มต้นรอบแรกได้เหมือนกับฝัน เมื่อเก็บชัยชนะรวดทั้ง 3 เกม แถม ไบรอัน ร็อบสัน ยังจารึกประวัติศาสตร์อีกหน้าให้ฟุตบอลโลกด้วยการยิงประตูเร็วที่สุดอันดับ 2 ตลอดกาลของเวิลด์ คัพ โดยใช้เวลาแค่ 27 วินาทีหลังจากเริ่มเสียงนกหวีดในเกมแรกที่ชนะฝรั่งเศส 3-1 ด้วย ทำให้พวกเขาได้เข้ารอบเป็นที่ 1 ของสาย โดยมีฝรั่งเศสตามเข้ารอบด้วยกัน หลังขุนพลน้ำหอมเก็บชัยเหนือคูเวต 4-1 และเสมอกับ เชโกสโลวะเกีย 1-1

ขณะที่ ในกลุ่ม 6 บราซิล ก็โชว์ฟอร์มในรอบแรกได้อย่างสุดยอด เก็บชัย 3 นัดรวด กอดคอสหภาพโซเวียต ผ่านเข้ารอบ 2 ได้เช่นกัน ส่วน เจ้าภาพ สเปน ทะลุเข้ารอบได้แบบโชคช่วยมหาศาล หลังนัดสุดท้ายพ่าย ไอร์แลนด์เหนือ 0-1 แต่ยังดี ยูโกสลาเวีย ชนะ ฮอนดูรัส แค่ 1-0 ทำให้เจ้าถิ่นได้เข้ารอบ 2 ร่วมกับ ไอร์แลนด์เหนือ จากลูกได้เสียที่ดีกว่า

 

การหวดในรอบ 2 เอาทั้ง 12 ทีมจาก 6 กลุ่ม มาแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ทีม โดยคัดเอาทีมชนะเลิศของแต่ละกลุ่มเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศ และในรอบนี้ อังกฤษ ก็ต้องประสบชะตากรรมเดียวกับ แคเมอรูน ที่เจอในรอบแรก นั่นคือไม่แพ้ใครเลย แต่ต้องตกรอบ หลังจาก เสมอทั้ง 2 นัด กับ เยอรมันตะวันตก และ สเปน ขณะที่ขุนพลอินทรีเหล็กเก็บชัยเหนือเจ้าถิ่นได้ 2-1 ทำให้ได้ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศทันที ด้าน อิตาลี กับ บราซิล ถูกจับให้มาอยู่กลุ่มเดียวกัน

และต้องวัดกันเองในนัดสุดท้าย หลังเก็บชัยมาได้ทั้งคู่ในเกมแรก ซึ่งเกมนี้เป็นครั้งแรกที่ชาวโลกต้องตกตะลึงกับแฮตทริกของกองหน้า ที่ใครๆ ก็มองว่าธรรมดาๆ ชื่อ เปาโล รอสซี่ ช่วยให้ อิตาลี เฉือน แซมบ้า สุดมันส์ 3-2 ผ่านเข้ารอบรองไปอีกทีม ส่วนอีก 2 ที่ได้เข้ารอบก็คือ ฝรั่งเศส และ โปแลนด์

ฟุตบอลโลก 1982

ฟุตบอลโลก 1982  รอบรองชนะเลิศ

เกมรอบรองชนะเลิศ อิตาลี ต้องหวดกับ โปแลนด์ ขณะที่ เยอรมัน เตะกับ ฝรั่งเศส ซึ่ง รอสซี่ ก็ยังคงความร้อนแรง ตะบัน 2 ประตู พาทีมมะกะโรนี เอาชนะ โปแลนด์ ไม่ยาก 2-0 ได้ผ่านเข้าไปรอชิงเป็นทีมแรก ส่วนคู่แข่งของพวกเขาก็คือทีมอินทรีเหล็ก ที่ต้องทำศึกนัดหนึ่งที่ดีที่สุด ในฟุตบอลโลก กว่าจะเอาชนะ ฝรั่งเศส ได้จากการดวลลูกโทษที่จุดโทษ หลังหมดช่วงต่อเวลายังเสมอกัน 3-3 ทั้งที่ ฝรั่งเศส ออกนำไปก่อนถึง 3-1 ในช่วง 8 นาทีแรกของการต่อเวลา

ฟุตบอลโลก 1982  นัดชิงชนะเลิศ

เกมนัดชิงชนะเลิศ อิตาลี อาศัยเกมรับสุดเหนียว ล็อกบรรดากองหน้าของเยอรมันจนกระดิกตัวไม่ออก และฉวยโอกาสโต้กลับเร็วได้ประตูออกนำห่างไปถึง 3-0 ซึ่งแน่นอนว่า 1 ประตูในนั้นต้องมีชื่อของ เปาโล รอสซี่ เช่นเคย ขณะที่ ทีมอินทรีเหล็กมาได้ประตูแก้หน้าแค่ลูกเดียว จาก พอล ไบรท์เนอร์ ในนาทีที่ 83 ทำให้ อิตาลี ผงาดคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 มาครองสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่

โรนัลโด้สุดมั่นใจ ซีดานพาชุดขาวฟื้นแน่

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หัวหอกชื่อดังของม้าลาย  ยูเวนตุส ออกมากล่าวว่า ตนเชื่อมั่นในศักยภาพของอดีตเจ้านายของตนอย่าง  ซีเนดีน ซีดาน  อย่างเต็มที่ และเขาจะทำให้ทีม ราชันชุดขาวกลับมาโชว์ฟอร์มได้อย่างดีแน่นอน  และยอดดาวเตะชาวโปรตุกีสยังบอกว่า ซีดานเหมาะสมจะคุมทัพ เรอัล มาริด ที่สุดแล้ว  โดยอดีตดาวเตะชื่อก้องโลก ซีดานเคยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม พาทีมคว้าถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ถึงสามสมัยซ้อน  ได้หวนกลับมาคุมทัพ “โลส บลังโกส” อีกครั้งเมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา หลังจากที่ตัดสินใจออกจากถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว  ในปีก่อน

โอเว่น เผยชัด ย้ายมาผี เพราะอยากได้แชมป์

โอเว่น  อดีตยอดดาวยิงของ ลิเวอร์พูล ย้ำชัดเจน ถึงสาเหตุที่ตัดสินใจเซ็นสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพราะตนเองต้องการคว้าแชมป์

ไมเคิ่ล โอเว่น ตำนานกองหน้าระดับบัลลังดอร์ ออกมากล่าวย้ำชัดเจนอีกครั้ง ถึงสาเหตุที่ตนเอง เซ็นสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2009  โดยยอดดาวยิงร่างจิ๋ว กล่าวถึงการย้ายทีมไปร่วมกับสโมสรคู่อริ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร และการย้ายไปร่วมทัพปีศาจแดงของตน เป็นเหตุผลด้านฟุตบอลล้วนๆ เพื่อเป้าหมายและโอกาสในการคว้าแชมป์บ้าง เท่านั้นเอง

อิการ์ดี้ลงสนามแล้ว ระเบิดฟอร์มพางูใหญ่ถล่มเจนัว

เมาโร อีการ์ดี้หัวหอกเลือดฟ้าขาวของ งูใหญ่ อินเตอร์ มิลาน กลับมาลงสนามอีกครั้ง หลังมีปัญหาส่วนตัวกับต้นสังกัด และโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอด พาทีมชนะเจนัวไปขาดลอย 4-0

               ศึกฟุตบอล กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี นัดที่ 30 เมื่อคืนวันพุธที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา เจนัวเปิดบ้าน สตาดิโอ ลุยจิ แฟร์ราริส  พบกับ อินเตอร์ มิลาน ที่ได้ศูนย์หน้าเจ้าปัญหา เมาโร อีการ์ดี้ลงสนาม

              งูใหญ่ออกนำเร็วทันที โดยได้ประตูจาก โรแบร์โต้ กายาร์ดินี่ นาทีที่ 15  พาทีมขึ้นนำ 1-0

              นาที 40  อินเตอร์ มิลาน นำห่าง 2-0 จากลูกที่จุดโทษ ของ เมาโร อีการ์ดี้

             และจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้  

             ครึ่งหลัง ยังเป็นทัพงูใหญ่ ที่เหนือกว่าและได้ประตูออกนำเป็น 3-0 ในนาที 54  จาก อีการ์ดี้ ที่ถวายพานให้ อีวาน เปริซิช ปีกโรแอตตัวเก่ง ซัดเข้าไป อย่างงดงาม            นาที 81 อินเตอร์ มิลาน มาย้ำชัยชนะอย่างเด็ดขาด โดยได้ประตูนำเป็น 4-0  จากการโขกของ  โรแบร์โต้ กายาร์ดินี่  จบเกม อินเตอร์ มิลาน เอาชนะ เจนัว  ไปอย่างขาดลอย  4-0 เก็บสามแต้มได้สำเร็จ พร้อมรั้งอันดับ 3 ต่อไป  ส่วนเมาโร อีการ์ดี้ นับเป็นการคืนสนามที่สวยงามอีกครั้ง หลังจากทั้งยิง ทั้งจ่าย ช่วยให้ทีมชนะได้ในวันนี้

มาดามแป้งออกโรงเอง ยื่นสมาคม พัฒนาผู้ตัดสินไทยลีก

นางนวลพรรณ ล่ำซำ  ประธานสโมสรการท่าเรือ เอฟซี   ได้เดินทางมายื่นหนังสือ ในเรื่องการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินในการแข่งขันไทยลีก นัดที่ ท่าเรือเยือนสุโขทัย เมื่อวันที่ 30 มี.ค.62 ที่ผ่านมา ณ  ที่ทำการสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์   โดยมี คุณธีรภัทร์ วนิชาชีวะ  ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ  เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือดังกล่าว ท่ามกลางสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวจำนวนมาก

โดย “มาดามแป้ง” ได้เปิดใจผ่านกับสื่อมวลชนว่า “ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่แป้งเดินทางมายื่นหนังสือด้วยตนเอง ก็ด้วยความรักและความปรารถนาดี อยากเห็นการแข่งขันไทยลีกและวงการฟุตบอลไทยพัฒนา ก้าวเป็นลีกชั้นนำของภูมิภาค และต้องขอย้ำว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา แป้งเคารพและยอมรับผลการตัดสินตามกติกามาโดยตลอด”

แมตช์การแข่งขันดังกล่าว ป็นนัดที่   การท่าเรือ เอฟซี  บุกไปพ่าย ต่อ สุโขทัย เอฟซี 1-3  เมื่อวันเสาร์ที่ 30 มี.ค.62  ที่ผ่านมา ซึ่งมีข้อกังขาในการทำหน้าที่ของกรรมการในครั้งนั้นคือ กรรมการ พิชิต ณ สุวรรณ ผู้ตัดสินในสนาม ที่แจกใบแดงให้กับ สุมัญญา ปุริสาย   ทำให้การท่าเรือ เอฟซี ต้องเหลือผู้เล่นเพียงแค่ 10 คน จึงเป็นประเด็นให้บอร์ดบริหารการท่าเรือ เตรียมยื่นฟ้องการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน พิชิต ณ สุวรรณ และยังมีหลายจังหวะในเกมที่มองว่าผู้ตัดสินรายนี้ตัดสินผิดพลาดต่อไป

โค้ชเบ๊ ลาเมืองทองแล้ว

ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก  ตัดสินใจยุติบทบาทในการคุมทัพ  ”กิเลนผยอง” เอสซีจี เมืองทองฯแล้ว หลังจากพาทีมบุกแพ้ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี 0-2 ในเกมนัดที่ 5 ของฤดูกาลเมื่ออาทิตย์ที่ 31 มี.ค. 62 ที่ผ่านมา  โดยเจ้าตัวกล่าวว่า “ อย่างที่เคยบอกไว้ก่อนหน้านี้แล้วผมจะพิจารณาอนาคตของผมเองกับทีมหลังจากผ่านไป 5 นัดซึ่งผมขอยุติบทบาทหัวหน้าผู้ฝึกสอนของทีมผมต้องขอขอบคุณผู้บริหารที่ได้ให้โอกาสผมเข้ามาทำทีมเอสซีจี เมืองทองฯ รวมถึงนักเตะและทีมงานทุกคนและแฟนบอลด้วย ผมต้องขอโทษทุกคนกับผลงานที่ออกมาที่ไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมายที่ผมหวังไว้ผมขอให้ทีมกลับสู่เส้นทางที่ควรจะเป็นให้ได้โดยเร็วที่สุดนับจากนี้ไป “